เงินเดือนขึ้นแล้วไง? ความก้าวหน้าแบบไหนที่คนทำงานต้องการจากองค์กรจริง
เงินเดือนขึ้นแล้วไง? ความก้าวหน้าแบบไหนที่คนทำงานต้องการจากองค์กรจริง
Human
5 นาที
30 ก.ย. 2026
แชร์
Table of contents
ความก้าวหน้าในการทำงานคืออะไร? 7 มิติของ Career Growth ที่มากกว่าเงินเดือน
💡 ความก้าวหน้าในการทำงานคือการพัฒนาทักษะ รับผิดชอบงานที่ท้าทายขึ้น และมองเห็นเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เงินเดือนหรือตำแหน่ง โดย World Economic Forum (WEF) ระบุว่า 39% ของทักษะหลักของคนทำงานคาดว่าจะเปลี่ยนไปภายในปี 2030 ทำให้องค์กรต้องออกแบบ Growth ให้มากกว่าค่าตอบแทน
เงินเดือนขึ้นและการเลื่อนตำแหน่งเป็นสัญญาณว่างานไปได้ดี แต่ถ้าพนักงานยังทำงานเดิมทุกวัน ไม่ได้ทักษะใหม่ และมองไม่เห็นว่าจะไปต่อทางไหน พวกเขายังรู้สึกว่าตัวเองกำลังเติบโตอยู่หรือไม่?
โจทย์สำหรับองค์กรจึงไม่ใช่แค่รักษาคนเก่งด้วยตัวเลขในสลิปเงินเดือน แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนมองเห็นอนาคตของตัวเองได้ เพราะความก้าวหน้าในการทำงานไม่ได้มีแค่การ “ขึ้น” แต่ยังหมายถึงการ “ขยาย” ทักษะ บทบาท ผลลัพธ์ อิสระ และทางเลือกในอาชีพ
เราไปดูกันว่าความก้าวหน้าในการทำงานหมายถึงอะไร ทำไมเงินเดือนขึ้นแล้วคนยังรู้สึกว่าไม่โต และองค์กรสามารถออกแบบ Growth ให้ครอบคลุมมากกว่าเงินเดือนและตำแหน่งได้อย่างไร
ในยุคนี้ ความก้าวหน้าในการทำงานหมายถึงอะไร?
ความก้าวหน้าในการทำงาน (Career Growth) คือการที่คนทำงานมีความสามารถ ความรับผิดชอบ ผลลัพธ์ และทางเลือกในอาชีพเพิ่มขึ้น ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเลื่อนตำแหน่งหรือมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว
รายงาน OECD Skills Outlook 2025 ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อช่วยให้คนทำงานปรับตัวและเข้าถึงโอกาสในตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ขณะที่ WEF ระบุว่า 39% ของทักษะหลักของคนทำงานคาดว่าจะเปลี่ยนไปภายในปี 2030
ดังนั้น ทักษะที่ใช้ได้ดีในวันนี้จึง “ไม่รับประกัน” ว่าจะยังตอบโจทย์บทบาทในอนาคต
คนหนึ่งคนจึงอาจไม่ได้ต้องการตำแหน่งที่สูงขึ้นเสมอไป แต่อาจต้องการความเชี่ยวชาญที่เพิ่มขึ้น โอกาสได้ทำงานที่ท้าทายกว่าเดิม หรือเส้นทางอาชีพที่สอดคล้องกับเป้าหมายของตัวเอง
ความก้าวหน้าจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการ “ขึ้นไปสูงกว่าเดิม” แต่อาจหมายถึงการ “ไปได้ไกลกว่าเดิม”
ทำไมเงินเดือนขึ้น แต่คนยังรู้สึกว่าไม่ได้เติบโต?
เพราะ Financial Growth ไม่ได้หมายถึง Career Growth เสมอไป แม้พนักงานจะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่หากขอบเขตงานยังเหมือนเดิม ไม่มีโอกาสพัฒนาทักษะ หรือมีความรับผิดชอบมากขึ้นโดยไม่มีอำนาจตัดสินใจ พวกเขาอาจไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในเส้นทางอาชีพของตัวเอง
ตัวอย่างเช่น พนักงานได้รับ Promotion แต่ยังไม่ได้รับโอกาสฝึกภาวะผู้นำ หรือทำงานมาหลายปีแต่ทักษะยังไม่สอดคล้องกับบทบาทที่ต้องการในอนาคต
การเพิ่มค่าตอบแทนอาจตอบโจทย์ด้านรายได้ แต่การสร้างความก้าวหน้าต้องทำให้พนักงานเห็น Next Step ของตัวเองด้วย
คนทำงานต้องการความก้าวหน้าในการทำงานด้านไหนบ้าง?

องค์กรไม่จำเป็นต้องสร้างความก้าวหน้าด้วยการเลื่อนตำแหน่งเพียงทางเดียว แต่ควรเปิดโอกาสให้พนักงานเติบโตได้หลายมิติ ดังนี้
1. Compensation Growth: เติบโตด้านผลตอบแทน
ได้รับเงินเดือน โบนัส และผลตอบแทนที่เหมาะสมกับผลงานและความรับผิดชอบ
2. Career Growth: เติบโตในเส้นทางอาชีพ
มองเห็น Career Path มีโอกาสเลื่อนตำแหน่ง เปลี่ยนสายงาน หรือย้ายไปสู่บทบาทที่เหมาะกับศักยภาพ
3. Skill Growth: เติบโตด้านทักษะ
ได้ Upskill และ Reskill ผ่าน Learning Program, การลงมือทำงานจริง และ Stretch Assignment เพื่อพัฒนาความสามารถที่จำเป็นในอนาคต
4. Role Growth: เติบโตผ่านบทบาท
ได้รับผิดชอบโปรเจกต์ใหม่ ทำงานข้ามทีม หรือรับโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อขยายประสบการณ์และความสามารถ
5. Impact Growth: เติบโตผ่านผลลัพธ์
เข้าใจว่างานของตัวเองสร้างคุณค่าให้ลูกค้า ทีม และธุรกิจอย่างไร พร้อมมีโอกาสสร้างผลลัพธ์ที่สำคัญมากขึ้น
6. Autonomy: เติบโตด้านอิสระในการตัดสินใจ
มีอำนาจตัดสินใจในขอบเขตงานที่ชัดเจน ได้ทดลองแนวทางใหม่ และรับผิดชอบผลลัพธ์ของตัวเอง
7. Personal Growth: เติบโตในฐานะคนทำงาน
พัฒนาการสื่อสาร การคิดเชิงกลยุทธ์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และภาวะผู้นำ ผ่าน Feedback และ Mentorship
แนวทางเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเตรียมกำลังคนสำหรับอนาคต โดยรายงาน Future of Jobs Report 2025 ของ World Economic Forum ระบุว่า 39% ของทักษะหลักของคนทำงานคาดว่าจะเปลี่ยนแปลงภายในปี 2030 และ 85% ของนายจ้างที่ตอบแบบสำรวจวางแผนให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากร
องค์กรสร้างความก้าวหน้าในการทำงานให้พนักงานได้อย่างไร?
สำหรับ HR, L&D และผู้นำองค์กร การสร้างความก้าวหน้าควรเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบประสบการณ์การทำงาน ไม่ใช่หน้าที่ของพนักงานที่ต้องหาทางพัฒนาตัวเองเพียงลำพัง
1. ทำ Career Path ให้มองเห็น
ระบุเส้นทางอาชีพ ทักษะ และความสามารถที่จำเป็นสำหรับบทบาทถัดไป เพื่อให้พนักงานรู้ว่าต้องพัฒนาอะไร ไม่ใช่เพียงรู้ว่าต้องรอ Promotion เมื่อไร
2. เชื่อมการเรียนรู้กับงานจริง
ออกแบบ Upskilling และ Reskilling ให้พนักงานสามารถนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา สร้างผลงาน หรือรับผิดชอบโจทย์ใหม่ได้จริง ไม่จบที่จำนวนชั่วโมงอบรม แต่ควรเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงด้านทักษะและผลลัพธ์จากการทำงาน
3. เปิดโอกาส Internal Mobility
ให้พนักงานเติบโตผ่านโปรเจกต์ใหม่ การย้ายทีม หรือบทบาทที่หลากหลาย เพราะ Career Growth ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเลื่อนตำแหน่งในสายงานเดิมเท่านั้น
4. เปลี่ยน Manager เป็น Growth Partner
ใช้การประชุม 1-on-1 พูดคุยเรื่องเป้าหมาย ทักษะที่ต้องพัฒนา และโอกาสในอนาคตควบคู่กับสถานะงาน ไม่ใช่แค่ตามว่า “งานเสร็จหรือยัง?” แต่ช่วยให้พนักงานเห็นว่า “จากจุดนี้จะเติบโตไปทางไหนได้บ้าง?”
5. วัด Growth มากกว่า Promotion
ติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านทักษะ ขอบเขตความรับผิดชอบ ผลลัพธ์ และความพร้อมสำหรับบทบาทใหม่ ไม่ใช่วัดความก้าวหน้าจากจำนวนคนที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเพียงอย่างเดียว
แนวทางนี้สอดคล้องกับรายงาน WEF ซึ่งระบุว่าการพัฒนาทักษะและการเพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพเป็นแนวทางที่นายจ้างให้ความสำคัญในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงบุคลากรที่มีศักยภาพ
สำหรับองค์กรที่กำลังสำรวจเรื่อง Skill Gap และการพัฒนาทักษะ สามารถต่อยอดจากแนวคิดนี้ไปสู่การออกแบบ Upskill และ Reskill ที่เชื่อมกับเป้าหมายของธุรกิจและบทบาทของพนักงานได้
Growth ที่ดีส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร?
เมื่อองค์กรออกแบบเส้นทางการเติบโตให้เชื่อมโยงกับทักษะและความต้องการของธุรกิจ จึงช่วยให้สามารถ…
• มองเห็น Skill Gap ได้ชัดเจนขึ้น
• เตรียมคนสำหรับบทบาทสำคัญในอนาคต
• สร้างโอกาส Internal Mobility
• ลดการพึ่งพาการสรรหาคนจากภายนอกในบางบทบาท
• เชื่อม Learning กับ Business Impact
• ทำให้พนักงานเห็นเส้นทางการเติบโตของตัวเองชัดขึ้น
ดังนั้น เส้นทางการเติบโตในสายอาชีพ (Career Growth) ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องของ Employee Experience แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของ Workforce Strategy ได้เช่นกัน
แล้วพนักงานควรเริ่มต้นวางแผน Growth อย่างไร?
เริ่มจากการประเมินตัวเองทั้ง 7 มิติของ Growth
1. Compensation – รายได้และผลตอบแทนเติบโตหรือไม่?
2. Career – เห็นเส้นทางอาชีพถัดไปหรือไม่?
3. Skill – มีทักษะใหม่ที่ใช้กับงานจริงหรือไม่?
4. Role – งานมีความท้าทายและความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นหรือไม่?
5. Impact – มองเห็นคุณค่าของงานตัวเองชัดขึ้นหรือไม่?
6. Autonomy – มีอิสระในการตัดสินใจเพิ่มขึ้นหรือไม่?
7. Personal – ตัวเองเก่งขึ้นในฐานะคนทำงานหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องพยายามพัฒนาทุกมิติพร้อมกัน ให้เลือก 1-2 มิติที่เป็นช่องว่างสำคัญที่สุด แล้วกำหนด Action ที่สามารถทดลองทำได้ภายใน 3-6 เดือน
สรุป: ความก้าวหน้าอาจไม่ใช่ “ขึ้นไปสูงกว่าเดิม” แต่คือ “ไปได้ไกลกว่าเดิม”
เงินเดือนและตำแหน่งยังคงสำคัญ แต่ไม่ใช่ภาพทั้งหมดของความก้าวหน้า คนทำงานอาจเติบโตผ่านทักษะใหม่ งานที่ท้าทายขึ้น ความรับผิดชอบที่มากขึ้น อิสระในการตัดสินใจ ผลลัพธ์ที่สร้างได้ หรือทางเลือกในอาชีพที่เพิ่มขึ้น
ในขณะเดียวกัน องค์กรที่ต้องการรักษาและพัฒนาบุคลากรควรออกแบบ Growth ให้เชื่อมโยงระหว่าง คน งาน ทักษะ และเป้าหมายธุรกิจ โดยตั้งคำถามว่า “ปีหน้าคนของเราจะเก่งขึ้น และเติบโตไปได้ไกลกว่าเดิมอย่างไร?”
—–
Source:
OECD Skills Outlook 2025
The Future of Jobs Report 2025
The Future of Jobs Report 2025