AI-First เริ่มต้นที่คน ไม่ใช่เทคโนโลยี: บทเรียนจาก True ในการสร้าง AI-First Organization
AI-First เริ่มต้นที่คน ไม่ใช่เทคโนโลยี: บทเรียนจาก True ในการสร้าง AI-First Organization
Human
4 นาที
22 มิ.ย. 2026
แชร์
Table of contents
เมื่อหลายองค์กรกำลังเร่งลงทุนด้าน AI คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าองค์กรมีเทคโนโลยีที่ล้ำแค่ไหน แต่คือ “คน” พร้อมจะเติบโตไปกับการเปลี่ยนแปลงนั้นหรือไม่
เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่ AI-First Organization ไม่ได้เริ่มต้นจากการนำเครื่องมือใหม่เข้ามาใช้ แต่เริ่มจากการสร้างคนที่พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ถอดบทเรียนและแนวทางปฏิบัติจริง (Practice) ในการเปลี่ยนผ่านองค์กร: สรุป 10 Key Takeaways จากเซสชั่น “Building an AI-First Organization: How True is Redesigning Workforce for Business Transformation” โดย คุณศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล (CHRO) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จากประสบการณ์การเปลี่ยนผ่านองค์กรครั้งใหญ่ของ True Corporation เซสชั่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการก้าวสู่ AI-First Organization ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการออกแบบคน ทักษะ และรูปแบบการทำงานใหม่ทั้งองค์กร ควบคู่ไปกับการยกระดับบทบาทของ HR จากผู้บริหารงานบุคคล สู่ผู้กำหนดทิศทางและออกแบบกำลังคนเพื่อรองรับอนาคตของธุรกิจ

📌 1. AI และคน ต้องก้าวไปพร้อมกัน (AI & Human Collaboration)
การเป็น AI-First Company ไม่ได้แปลว่าทิ้งคน แต่ต้องเริ่มต้นที่ “คน” เพราะมนุษย์คือผู้กำหนดทิศทาง วางกลยุทธ์ และเชื่อมโยงเทคโนโลยี AI ให้เข้ากับเป้าหมายขององค์กร ซึ่ง AI จะวิ่งไปข้างหน้าไม่ได้เลยหากพนักงานไม่ก้าวตามไปด้วย
โดย True ได้ขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ “Big Move” ก้าวใหญ่ไปด้วยกัน ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องประสบการณ์ลูกค้า การเติบโต AI และคน
📌 2. HR ยุคใหม่ต้องเป็น “สถาปนิก” ออกแบบกำลังคนในอนาคต (Workforce Architect)
บทบาทของ HR เปลี่ยนจากการทำงานแอดมินมาเป็น “Architect of Workforce” โดยต้องนำฐานข้อมูลพนักงานทั้งหมดมาทำการ Map สกิลเดิมที่มีอยู่ เข้ากับทักษะใหม่ที่จำเป็นในอนาคต เพื่อให้องค์กรเห็นภาพรวมและทิศทางในการพัฒนาศักยภาพของพนักงานได้อย่างถูกทาง
📌 3. ใช้ AI ทำงานที่มนุษย์ “ไม่ชอบ” เพื่อให้คนทำสิ่งที่ “ถนัด”
ด้วยการทำ “Dynamic Matching” โดยให้ AI รับผิดชอบงานรูทีนหรืองานซ้ำซ้อนที่คนไม่ชอบ ส่วนมนุษย์ให้เน้นใช้ทักษะที่ AI ทำแทนไม่ได้ นั่นคือ “ความคิด” และ “การแก้ปัญหา”
📌 4. เน้นทักษะอนาคตที่สมดุลระหว่าง Digital และ Human Skills
แต่ละองค์กรต้องการทักษะแห่งอนาคต (Future Skills) ที่แตกต่างกัน HR ต้องดูให้ออกว่าองค์กรต้องการสกิลแบบไหน
นอกจาก Digital, AI และ Data Literacy แล้ว “Human Skills” เช่น การโค้ช (Coaching), การตัดสินใจ (Decision Making) และการใช้วิจารณญาณ (Judgement) เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะ AI ไม่สามารถตัดสินใจแทนมนุษย์ได้
📌 5. สร้าง “AI Inspirer” เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนความคิดคนเป็นเรื่องยาก แทนที่จะใช้ Change Agent ทั่วไป True ได้สร้าง “AI Inspirer” หรือ “ตัวตึงเรื่อง AI” ขึ้นมากว่า 200 คน (คัดเลือกจาก Digital Talent และคนที่มีใจรักความท้าทาย) มาทำหน้าที่เป็น “Train the Trainer” ในแต่ละแผนก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสอนเพื่อนร่วมงานให้เกิดการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริง

📌 6. กำหนดเป้าหมายชัดเจนและประเมินพนักงานด้วย AI Assessment
องค์กรต้องตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อย่าง True ได้กำหนดเป้าหมายให้พนักงาน 100% มีพื้นฐาน AI และอีก 50% ต้องใช้ AI ในการทำงานประจำวันได้ โดยเริ่มจากการทำ AI Assessment แบ่งกลุ่มพนักงานตามความสามารถ ตั้งแต่ระดับ AI Citizen, AI User, AI Builder ไปจนถึง AI Leaders เพื่อพัฒนาได้อย่างเหมาะสม
📌 7. เน้นการลงมือปฏิบัติจริงผ่าน “AI Practice Day & AI Lab”
การเรียนแค่ทฤษฎีไม่ทำให้คนใช้ AI เป็น True จึงจัดกิจกรรม AI Practice Day และ AI Lab ทั่วภูมิภาคประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่ให้พนักงานได้ทดลองทำ use case แก้ไขปัญหาจากการทำงานจริง และเกิดการแข่งขันอย่างสนุกสนาน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ HR ที่ต้องจัดสรรเครื่องมือ (Tool) และแบ่งกลุ่มพนักงานให้เหมาะสมตามระดับการใช้งาน
📌 8. HR ยุค AI ต้องผันตัวสู่การเป็น “Data & Insight Analytics”
งาน HR Operation หรือธุรการแบบเดิมจะถูก AI แทนที่ บทบาทใหม่ของ HR จึงต้องหันมาทำเรื่อง Data Analytics เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ ๆ เช่น นำข้อมูลมาวิเคราะห์หารูปแบบการใช้ชีวิต และช่วงวัย (Life Stage) ของพนักงาน เพื่อออกแบบสวัสดิการแบบ Personalization โดย True ได้ตั้ง KPI ชัดเจนว่า 100% ของพนักงาน HR ต้องสามารถสร้าง AI Agent เองได้
📌 9. การเกิดขึ้นของตำแหน่งงานใหม่ในสายงาน HR (Emerging HR Jobs)
เมื่อโครงสร้างองค์กรเปลี่ยนไป สายงาน HR จึงไม่จำกัดอยู่แค่ HRM หรือ HRD แต่จะมีบทบาทเฉพาะทางใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น
▪️Head of Future of Work (วางแผนโครงสร้างและอาชีพในอนาคต)
▪️Head of HR Data Science / Analytics (วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพนักงาน)
▪️Head of Business Behavior (นักจิตวิทยาองค์กรที่เข้ามาดูแลพฤติกรรม วัฒนธรรม และ Well-being)
▪️HR Data Detective / Bot Monitor (ผู้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและการทำงานของ AI)
📌 10. สร้างวัฒนธรรมองค์กรเพื่ออยู่ร่วมกับ AI ด้วย “4C Culture”
ยิ่งเทคโนโลยีและ AI เข้ามามีบทบาทมากเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ (Bonding) ความไว้เนื้อเชื่อใจ และวัฒนธรรมองค์กรยิ่งต้องแข็งแกร่ง เพื่อให้พนักงานกล้าปรับตัวและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน โดย True ยึดหลัก 4C คือ:
▪️Compassion: เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว
▪️Credibility: ความไว้เนื้อเชื่อใจ
▪️Co-creation: ร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
▪️Courage: กล้าพูด กล้าทำ กล้าเปลี่ยนแปลง
📌 บทสรุปส่งท้าย
เป้าหมายสูงสุดของ HR ยุคใหม่ในการทำ Business Transformation ในครั้งนี้ คือการทำให้ “AI กลายเป็นภาษาพื้นฐานที่ทุกคนในองค์กรใช้ร่วมกัน” (AI as a Common Language) เพื่อทลายความกลัว ยกระดับศักยภาพของมนุษย์ และขับเคลื่อนให้ทั้งคนและองค์กรเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างสนุกสนานและมั่นคง