ทำไมพนักงานเรียนจบแล้วแต่ Performance ไม่ดีขึ้น? อาจเพราะขาดระบบที่ทำให้คนใช้ทักษะได้จริง
ทำไมพนักงานเรียนจบแล้วแต่ Performance ไม่ดีขึ้น? อาจเพราะขาดระบบที่ทำให้คนใช้ทักษะได้จริง
Leadership
4 Min
24 Jul 2026
Share
Table of contents
ข้อมูลจาก What Is Performance Enablement? (AIHR) ระบุว่า เกือบ 90% ของผู้นำเชื่อว่าระบบ Performance Management ขององค์กรทำงานได้ดี แต่พนักงานกว่า 40% กลับมองว่าระบบล้มเหลว
ช่องว่างนี้ทำให้ Productivity ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นได้ถึง 17% และสะท้อนว่าปัญหาอาจไม่ใช่แค่ Skill Gap แต่คือ Execution Gap ที่ทำให้ทักษะไม่ถูกนำไปใช้จริงในการทำงานประจำวัน ซึ่งไม่ใช่ “คนยังไม่มีทักษะ” แต่คือ “องค์กรไม่มีระบบที่ทำให้คนใช้ทักษะเหล่านั้นได้จริง”
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรทุ่มงบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ Skill Gap เพราะโลกการทำงานเปลี่ยนเร็ว
โดยเฉพาะเมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานแทบทุกฟังก์ชัน พนักงานต้องเรียนรู้เครื่องมือใหม่ ผู้นำต้องเข้าใจการนำทีมยุคใหม่ และการตัดสินใจต้องอาศัย Data กับ AI มากขึ้น
แต่ความจริงที่หลายองค์กรเริ่มพบคือ การปิด Skill Gap อย่างเดียวอาจไม่พอ ต่อให้พนักงานเรียนจบ มี Certificate หรือเข้าใจเครื่องมือมากขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าพฤติกรรมการทำงานจะเปลี่ยนตามเสมอไป
📌 Skill Gap คืออะไร และทำไมแก้แล้วอาจยังไม่พอ
Skill Gap คือช่องว่างระหว่าง “ทักษะที่องค์กรต้องการ” กับ “ทักษะที่พนักงานมีอยู่จริง” ซึ่งเป็นปัญหาที่จับต้องและวัดผลได้ค่อนข้างง่าย องค์กรสามารถระบุได้ว่าใครยังขาดทักษะอะไร ควรเรียนเรื่องไหน หรือควรเข้าอบรมคอร์สใด แต่สิ่งที่วัดยากกว่าคือ หลังจากเรียนแล้ว คนได้นำทักษะนั้นไปเปลี่ยนวิธีทำงานจริงหรือไม่?
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยในองค์กร:
🔹พนักงานเข้าอบรม AI แล้วรู้จักเครื่องมือมากขึ้น แต่ไม่ได้ใช้ AI ในเวิร์กโฟลว์จริง เพราะระบบงานเดิมไม่เปิดพื้นที่ให้ทดลอง
🔹ผู้จัดการเรียนเรื่อง Coaching หรือ Feedback มาแล้ว แต่ไม่มีเวลา ไม่มีจังหวะ และไม่มีระบบติดตามที่ช่วยให้เขานำสิ่งที่เรียนไปใช้กับทีมจริง
นี่คือจุดที่หลายองค์กรเริ่มค้นพบว่า Skill Gap เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ แต่ไม่ใช่รากของปัญหาเสมอไป เพราะปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ Execution Gap
แจ้งเตือน Data Skill Gap! ช่องว่างทักษะที่ผู้นำองค์กรต้องรีบปิดให้ได้ก่อนสายเกิน
📌 Execution Gap คืออะไร และเกิดจากอะไรบ้าง
Execution Gap คือช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่องค์กรอยากให้เกิด” กับ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ในการทำงานประจำวัน
องค์กรจำนวนมากมี Strategy ที่ชัด มีงบอบรม มีเครื่องมือ AI และมีเป้าหมายด้าน Productivity แต่ผลลัพธ์กลับไม่เกิดขึ้นในระดับทีม
Execution Gap มักเกิดจาก 5 ปัจจัยหลัก
1. ไม่มีเวิร์กโฟลว์ที่รองรับทักษะใหม่
2. ไม่มี KPI ที่เชื่อมกับการใช้ Skill
3. ขาด Manager Support หลังการอบรม
4. ไม่มี Feedback Loop ที่บอกว่าสิ่งที่เรียนใช้ได้ผลหรือไม่
5. ไม่มีระบบวัดผลว่า Learning ส่งผลต่อ Business Outcome อย่างไร
ตัวอย่างที่เห็นชัดในยุค AI:
องค์กรอยากให้ทีมใช้ AI เพื่อเพิ่ม Productivity แต่ยังวัดผลจาก “จำนวนงานที่ส่ง” แบบเดิม ไม่ได้วัดว่า
🔹งานไหนลดเวลาลงได้
🔹งานไหนคุณภาพดีขึ้น
🔹ทีมได้เปลี่ยนวิธีทำงานอย่างไร
เมื่อ ตัวชี้วัดยังเป็นแบบเดิม พฤติกรรมใหม่จึงไม่ถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นจริ
📌 Performance-based Learning ต่างจาก Training-based Learning อย่างไร
หลายองค์กรยังเริ่มต้นจากคำถามว่า “ควรจัดคอร์สอะไร” แต่แนวคิด Performance-based Learning จะเริ่มจาก “อยากให้ผลลัพธ์ทางธุรกิจอะไรดีขึ้น”
Training-based Learning
▪️ เริ่มจากการเลือกคอร์สหรือหัวข้ออบรม
▪️ วัดผลจากจำนวนคนที่เรียนจบ
▪️ เป้าหมายคือ “ทำให้คนรู้”
▪️ กระบวนการมักจบเมื่ออบรมเสร็จ
Performance-based Learning
▪️ เริ่มจากผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ เช่น Productivity, Quality หรือ Speed
▪️ วัดผลจากพฤติกรรมและ KPI ที่เปลี่ยนไป
▪️ เป้าหมายคือ “ทำให้คนใช้สิ่งที่รู้ได้จริง”
▪️ กระบวนการต่อเนื่องไปจนถึงการทำงานประจำวัน
สรุปสั้น ๆ: Training คือการเพิ่มความรู้ ส่วน Performance-based Learning คือการเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นพฤติกรรมและผลลัพธ์ทางธุรกิจ
📌 Framework: Performance Enablement 5 ขั้นตอน
หลายองค์กรที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ด้าน AI และ Productivity มักมีองค์ประกอบคล้ายกัน คือไม่ได้หยุดที่การสอน แต่สร้าง “ระบบสนับสนุนการลงมือทำ”
1. Define: กำหนดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ต้องการ
2. Identify: ระบุ Capability และพฤติกรรมที่ต้องเปลี่ยน
3. Apply: ให้ใช้กับงานจริงทันทีหลังเรียน
4. Measure: วัดพฤติกรรมและ KPI ที่เปลี่ยน
5. Improve: ปรับ Workflow และระบบอย่างต่อเนื่อง
Key Insight: Training คือการทำให้คนรู้ ส่วน Performance Enablement คือการทำให้คนใช้สิ่งที่รู้ได้จริงในจังหวะที่ต้องใช้
ตัวอย่างจริง: จากอบรม AI ครั้งเดียว สู่การเปลี่ยนวิธีทำงาน
แทนที่จะจัดอบรม AI หนึ่งครั้งแล้วจบ องค์กรอาจออกแบบให้มี
🔹Use Case จริงหลังเรียน
🔹Manager Check-in รายสัปดาห์
🔹Template สำหรับใช้ในงาน
🔹ตัวชี้วัดเรื่องเวลาที่ลดลงและคุณภาพงานที่ดีขึ้น
🔹พื้นที่ให้ทีมแชร์สิ่งที่ทดลองแล้วสำเร็จหรือไม่สำเร็จ
สิ่งเหล่านี้คือ “ระบบ” ที่ช่วยให้ความรู้ถูกนำไปใช้ซ้ำได้ และค่อย ๆ กลายเป็นพฤติกรรมการทำงานใหม่ของทีม
📌 องค์กรที่ได้เปรียบในยุค AI อาจไม่ใช่องค์กรที่อบรมเยอะที่สุด
ในอนาคต องค์กรที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่องค์กรที่มี Training มากที่สุด แต่คือองค์กรที่ เปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นการลงมือทำได้เร็วที่สุด
เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว การ “รู้มาก” อย่างเดียวไม่พออีกต่อไป องค์กรต้องมีระบบที่ทำให้ความรู้ถูกนำไปใช้จริง ทำซ้ำได้ วัดผลได้ และปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่อง
แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับการสร้าง AI Capability และ Data Literacy ในระดับองค์กร ซึ่งหลายบริษัทเริ่มใช้เป็นฐานของการเปลี่ยนแปลงวิธีทำงาน ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนคอร์สที่พนักงานต้องเรียน
True Digital Academy จึงได้นำแนวคิดเหล่านี้มาออกแบบ Learning Journey และ AI/Data Capability เพื่อเชื่อมการเรียนรู้กับผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง
Source: aihr.com, absorblms.com, spark.work