How to ตั้งหลักชีวิตคนทำงาน: ตั้งสติและไปต่อในวันที่โลกการทำงานใจร้ายเหลือเกิน
How to ตั้งหลักชีวิตคนทำงาน: ตั้งสติและไปต่อในวันที่โลกการทำงานใจร้ายเหลือเกิน
Human
4 Min
03 Sep 2026
Share
Table of contents
โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เราอาจต้องเจอทั้งหัวหน้าที่ทำให้หมดพลัง ความท้อแท้จากการสมัครงานแล้วเงียบหาย หรือความเครียดสะสมจากการอยากเปลี่ยนสายงานแต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากตรงไหน ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเริ่มตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง
สิ่งที่ช่วยให้เราไปต่อได้จึงไม่ใช่แค่การ “อดทนให้เก่งขึ้น” แต่คือ Career Resilience หรือความสามารถในการตั้งหลัก ปรับตัว และมองหาทางเลือกใหม่เมื่อเส้นทางการทำงานไม่เป็นอย่างที่คิด ผ่าน 3 ขั้นง่าย ๆ คือ “Protect → Adapt → Transfer”
Protect: ปกป้องพลังงานและขอบเขตของตัวเอง
รับมือหัวหน้า Toxic ยังไงให้ใจไม่พังและไม่กระทบการทำงาน?
การรับมือหัวหน้า Toxic ไม่ได้หมายความว่าเราต้องอดทนกับทุกอย่าง แต่ควรเริ่มจากการแยก “สิ่งที่เราควบคุมได้” ออกจากพฤติกรรมของอีกฝ่าย ตั้งขอบเขตให้ชัด และรักษาพื้นที่นอกงานที่ช่วยให้เราไม่ผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับงานเพียงอย่างเดียว
ข้อมูลจาก Workplace Training Report 2024 ของ Corndel ซึ่งสำรวจพนักงานในสหราชอาณาจักร 1,000 คน พบว่า 33% เคยมีประสบการณ์กับหัวหน้า Toxic ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และ 41% เคยลาออกจากงานเพราะไม่พอใจกับการบริหารจัดการ
พฤติกรรมที่ถูกระบุในรายงานมีตั้งแต่ Micromanagement ความไม่ยืดหยุ่น การข่มขู่ ไปจนถึงการปัดความรับผิดชอบ ซึ่งล้วนกระทบประสบการณ์การทำงานของพนักงานได้
แยกงานออกจาก “คุณค่าของตัวเอง”
หนึ่งในวิธีปกป้องใจคือพยายามแยก Feedback ที่เกิดขึ้น เช่น “งานนี้ยังไม่ดีพอ” ไม่ได้แปลว่า “เราไม่เก่งพอ” พยายามโฟกัสสิ่งที่ต้องแก้ในงาน แทนการนำคำวิจารณ์มาตัดสินตัวเองทั้งหมด
ตั้ง Boundaries อย่างมืออาชีพ โดยไม่ต้องรู้สึกผิด
การมีขอบเขตไม่ได้แปลว่า ต่อต้านหรือไม่ร่วมมือ แต่คือการทำให้คนรอบตัวเข้าใจว่าเราสามารถรับผิดชอบอะไรได้แค่ไหน ภายใต้เวลาและทรัพยากรที่มี เช่น “งานนี้ต้องใช้เวลาอีก 2 วัน หากต้องการให้เสร็จเร็วขึ้น อาจต้องปรับลำดับความสำคัญของงานอื่นก่อน” การสื่อสารแบบนี้ช่วยให้ข้อจำกัดและทางออกชัดขึ้น โดยไม่ต้องปฏิเสธงานตรง ๆ
สร้างพื้นที่ปลอดภัยนอกที่ทำงาน
รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อน ครอบครัว หรือกิจกรรมที่ทำให้เราเห็นว่าตัวตนของเรามีมากกว่าตำแหน่งงาน
Adapt: ปรับวิธีคิดและวิธีรับมือให้เข้ากับสถานการณ์
ทำไมสมัครงานแล้วตกรอบซ้ำ ๆ และ ATS มีผลอย่างไร?
การสมัครงานไม่ผ่านไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีความสามารถเสมอไป เพราะหลายองค์กรใช้ระบบ Recruitment Management หรือ ATS ช่วยคัดกรองและจัดอันดับผู้สมัคร ดังนั้น แทนที่จะพยายาม “เอาชนะ ATS” ให้ทำให้เรซูเม่สื่อสารประสบการณ์ได้ตรงกับสิ่งที่ตำแหน่งนั้นกำลังมองหา
จุดที่ควรปรับ Resume ให้ ATS และคนอ่านเข้าใจง่ายขึ้นอย่างไร?
1. ใช้ Keyword ที่ตรงกับ Job Description เมื่อเป็นทักษะที่เรามีจริง
2. ใช้โครงสร้างเรียบง่าย มีหัวข้อชัด และหลีกเลี่ยงดีไซน์ที่ทำให้ระบบอ่านข้อความยาก
3. ปรับ Resume ตามตำแหน่ง ไม่ใช้เรซูเม่ฉบับเดียวสมัครทุกงาน
4. เขียนผลงานในรูป “ทำอะไร → ส่งผลอย่างไร” แทนการลิสต์หน้าที่เพียงอย่างเดียว
5. ปรับ Summary และประสบการณ์ที่ต้องการเน้นให้เข้ากับแต่ละตำแหน่ง
ตัวอย่าง:
ก่อน: “ดูแล Social Media ของบริษัท”
หลัง: “วางแผนและบริหาร Social Media Content 3 ช่องทาง พร้อมวิเคราะห์ Performance รายเดือนเพื่อปรับ Content Strategy”
เวอร์ชันหลังทำให้เห็นทั้ง Scope งานและทักษะได้ชัดกว่า
Adapt: ถ้าวิธีเดิมยังไม่พาเราไปถึงรอบสัมภาษณ์ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนอาจเป็น “วิธีเล่า” ประสบการณ์ ไม่ใช่ประสบการณ์ทั้งหมดที่เรามี
Transfer: นำสิ่งที่มีอยู่ไปต่อยอดเป็นโอกาสใหม่
ย้ายสายงานยังไงให้ใช้ประสบการณ์เดิมเป็นจุดแข็ง?
การย้ายสายงานไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์ ให้เริ่มจากหา Transferable Skills หรือทักษะจากงานเดิมที่นำไปใช้กับงานใหม่ได้ แล้วเติมเฉพาะ Skill Gap ที่ยังขาด
World Economic Forum คาดว่า 39% ของทักษะสำคัญจะเปลี่ยนแปลงภายในปี 2030 ขณะที่ Resilience, Flexibility และ Agility เป็นทักษะที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้น
เปลี่ยน “หน้าที่เดิม” ให้เป็น “คุณค่าที่งานใหม่มองเห็น”
แทนที่จะเขียนว่า “รับผิดชอบงานเอกสารและประสานงานทีม” ลองเปลี่ยนเป็น “บริหาร Timeline โครงการและประสานงานข้ามทีมกว่า 5 แผนก เพื่อให้งานส่งมอบตามกำหนด”
ประสบการณ์เดิมยังเหมือนเดิม แต่เวอร์ชันหลังทำให้เห็น Project Coordination, Stakeholder Management และ Time Management ชัดขึ้น
ต้อง Upskill ก่อนย้ายสายงานแค่ไหน?
ไม่จำเป็นต้องเรียนทุกอย่างก่อนสมัครงาน ลองแบ่งทักษะของตำแหน่งใหม่เป็น 3 กลุ่ม คือ มีแล้ว → ต่อยอดได้ → ยังขาด จากนั้นเติมเฉพาะ Skill Gap ที่จำเป็น เช่น คอร์สระยะสั้น โปรเจกต์ทดลอง หรือการพูดคุยกับคนในสายงานนั้นจริง
หากต้องการพัฒนาทักษะด้าน AI, Data และ Digital Skills สามารถสำรวจหลักสูตรจาก True Digital Academy เพื่อเลือกทักษะที่เชื่อมกับเป้าหมายการทำงานของตัวเอง
Transfer: สิ่งที่ต้องเปลี่ยนอาจไม่ใช่ประสบการณ์เดิม แต่คือวิธีที่เราแปลประสบการณ์เหล่านั้นให้โลกของงานใหม่เข้าใจ
เมื่อไหร่ควรตั้งหลักใหม่ และเมื่อไหร่ควรลาออก?
หากปัญหายังพูดคุยและปรับได้ อาจเริ่มจากการตั้งขอบเขตและสื่อสารให้ชัด แต่หากปัญหาเกิดซ้ำ กระทบ Performance หรือคุณภาพชีวิต และไม่มีแนวโน้มเปลี่ยน อาจถึงเวลาวางแผนทางเลือก เช่น อัปเดต Resume สำรวจตลาดงาน เก็บเงินสำรอง หรือพัฒนาทักษะเพิ่มเติม
หากสถานการณ์เกี่ยวข้องกับการคุกคาม การเลือกปฏิบัติ หรือกระทบความปลอดภัย ควรขอความช่วยเหลือผ่านช่องทางที่เหมาะสมและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตัวเองก่อน
สรุป: คุณค่าของงาน ไม่ใช่คุณค่าทั้งหมดของชีวิต
การถูกปฏิเสธจากงานหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่งพอ และการมีหัวหน้าที่ไม่ดีก็ไม่ได้แปลว่าเราเป็นพนักงานที่ไม่ดี เราไม่จำเป็นต้องแก้ทุกอย่างในวันเดียว แค่เริ่มมองเห็นว่า “ก้าวต่อไป” คืออะไร ก็ถือว่าเริ่มตั้งหลักได้แล้ว
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรจำไว้เสมอคือ ตำแหน่งงาน เงินเดือน หรือผลการสัมภาษณ์ในวันใดวันหนึ่ง ไม่ใช่เครื่องวัดคุณค่าทั้งหมดของความเป็นตัวเรา การตั้งหลัก ดูแลใจตัวเอง และเปิดรับทางเลือกใหม่อยู่เสมอ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะพาเราไปต่อได้อย่างมั่นคง
หากต้องการพัฒนาทักษะด้าน AI, Data และ Digital Skills เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับเส้นทางอาชีพ สามารถสำรวจหลักสูตรจาก True Digital Academy และเลือกการเรียนรู้ที่เหมาะกับ Career Goal ของคุณ
———-
Source: hbs.edu, library.hbs.edu, weforum.org