สรุปประเด็นสำคัญจาก Session “Beyond Classroom: How to Survive in this Non-linear World” จากงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow
สรุปประเด็นสำคัญจาก Session “Beyond Classroom: How to Survive in this Non-linear World” จากงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow
Human
4 Min
18 Sep 2026
Share
Table of contents
Beyond Classroom: เรียนจบแล้ว…ไม่ได้แปลว่าหยุดเรียนรู้
เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนทั้งวิธีการทำงานและทักษะที่องค์กรต้องการ เส้นทางอาชีพก็ไม่ได้เป็นเส้นตรงอีกต่อไป
สรุปสาระสำคัญจากเวทีเสวนา “Beyond Classroom: How to Survive in this Non-linear World” ในงาน KBTG Techtopia โดย ดร.ชนนิกานต์ จิรา, Head of True Digital Academy ร่วมกับอาจารย์ชไลเวท พิพัฒพรรณวงศ์, CEO and Lead Instructor, 9Expert Training และ ผศ.ดร.อักฤทธิ์ สังข์เพ็ชร, Director, AI Engineering Institute, CMKL University ที่ได้ชวนมองว่า ทั้งคนทำงานและองค์กรควรเตรียมตัวอย่างไรในโลกที่ไม่เป็นเส้นตรง
1. ทักษะการทำงานมีอายุสั้นลง (Skill Decay)
ในอดีตการเรียนจบจากมหาวิทยาลัยอาจเป็นจุดสิ้นสุดของการศึกษา แต่ปัจจุบันถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
โดยพบว่าภายในระยะเวลาประมาณ 3 ปี ทักษะเดิมจะเหลือใช้อยู่ได้จริงเพียงราว ๆ 45% เท่านั้น การเรียนจบมหาวิทยาลัยจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้
คนทำงานต้องสร้างความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไปได้เรื่อย ๆ ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)
2. เลือกเรียนสิ่งที่ประยุกต์ใช้ได้จริง
ยุคนี้ความรู้เข้าถึงง่ายขึ้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามเรียนรู้ทุกอย่างเพราะเวลาไม่พอ แต่คือการ “เลือกเรียน” ในสิ่งที่มีประโยชน์และนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานจริงได้ เนื่องจาก “การเรียนจบหรือเรียนสำเร็จไม่ได้แปลว่าพร้อมทำงานทันที” ยังมีช่องว่างในการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริงอีกมาก
ผศ.ดร.อักฤทธิ์ เสริมว่า การศึกษาไม่ได้จบแค่ความรู้ AI ทั่วไป แต่ต้องหาจุดเด่นเฉพาะตัว นำบริบททางธุรกิจและความคิดสร้างสรรค์ไปเติมเต็มองค์กร พร้อมทั้งพัฒนาตนเองเป็น Innovator ที่มี System Thinking และเป็นผู้นำที่มีศีลธรรม (Ethical Leader) ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่น
3. องค์กรส่วนใหญ่ยังดึงศักยภาพ AI มาสร้างผลตอบแทนได้น้อย
ดร.ชนนิกานต์ ได้อ้างอิงรายงาน State of AI 2025 ที่พบว่ามีองค์กรระดับ ‘High Performing’ หรือองค์กรที่ AI ช่วยเพิ่ม EBIT ได้เกิน 5% มีเพียงประมาณ 6% เท่านั้น สะท้อนว่าการนำ AI มาใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริงยังเป็นความท้าทายขององค์กรส่วนใหญ่
4. Capability Building ต้องเป็น Strategic Issue ไม่ใช่แค่ HR
การพัฒนาคนไม่ใช่หน้าที่ของ HR ฝ่ายเดียว แต่ควรเป็นกลยุทธ์องค์กรที่ผู้บริหาร และทุก BU (Business Unit) ต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อเปลี่ยนโจทย์จากการเรียนรู้เทคโนโลยีมาเป็นการแก้ Business Pain Points หรือปัญหาใหญ่ทางธุรกิจขององค์กร
5. วัดผลกระทบ (Impact) ของ AI ในหลากหลายมิติ
การวัดผลไม่ได้มีแค่ ROI หรือตัวเงินเท่านั้น แต่ต้องมองมิติอื่น เช่น เวลาที่ AI ช่วยประหยัดได้ แล้วองค์กรนำเวลาที่เหลือของพนักงานไปสร้างคุณค่าเพิ่มอย่างไร
6. การเรียนรู้แบบ Role-based และต้อง Follow-up อย่างจริงจัง
ต้องจัดหลักสูตรตามบทบาทหน้าที่ ตั้งแต่ระดับ Basic จนถึง Super User พร้อมติดตามผลหลังการเรียนอย่างจริงจัง
เช่น ตัวอย่าง Data Analytics Bootcamp ของ True ที่เห็นผลสำเร็จชัดเจนเมื่อหน่วยธุรกิจนำโจทย์จริงมาให้พนักงานทำต่อยอด
7. คนทำงานยุคใหม่ที่องค์รตามหาต้องเป็น Thinking Agent และตรวจสอบ AI ได้
คนทำงานต้องมีความคิดที่แหลมคม คิดเชิงธุรกิจได้ และมี Sense ในการตรวจสอบความถูกต้อง (Audit/Fact-check) ของงานที่ AI เจนเนอเรตออกมา
8. ความสามารถในการไขว่คว้าทักษะ และการ Execution ให้สำเร็จเป็นสิ่งที่ต้องเร่งฝึก
ไม่จำเป็นต้องทำได้ทุกอย่างตั้งแต่วันแรก แต่ต้องแสวงหาทักษะมาเติมเต็มได้ และต้องลงมือทำจริงจนงานสำเร็จลุล่วง (Execution & Accountability) มีความรับผิดชอบ และเชื่อมโยงส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้งานบรรลุผล
รวมถึงมีทักษะที่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น และโน้มน้าวให้ผู้คนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันจนงานสำเร็จได้
9. ก้าวสู่ Skill-based Organization และการมี Proof of Work พร้อม Storytelling
องค์กรยุคนี้เน้นการพิจารณาทักษะตามบทบาทหน้าที่มากขึ้น ใบปริญญาและใบรับรองยังมีความสำคัญในการพิสูจน์ความรู้พื้นฐาน แต่คนทำงานต้องสำรวจตนเองว่ามีทักษะที่ตอบโจทย์บทบาทงานนั้น ๆ ครบถ้วนหรือไม่
นอกเหนือจากผลงานจริง (Proof of Work) แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องเล่าเรื่องและสื่อสารกระบวนการคิด เหตุผลการตัดสินใจ และบทเรียนที่ได้รับให้เป็น ซึ่งองค์กรจะใช้จุดนี้ในการวัดกระบวนการคิดของคนทำงาน
อาจารย์ชไลเวท จาก 9Expert Training ได้เสริมว่า การใช้ AI ต้องมุ่งสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจจริง เช่น เพิ่มกำไรหรือลด Cost โดยคนทำงานต้องรักษาทักษะในการตรวจสอบและตัดสินใจ (Justify) งานของ AI เพื่อคงคุณค่าความเป็นมนุษย์ไว้ ควบคู่ไปกับการสะสมประสบการณ์เป็น Proof of Work
10. รู้จักเลือกโฟกัสในยุคที่งานเพิ่มขึ้น
แม้ AI จะช่วยงานได้เร็วขึ้น แต่ความคาดหวังและปริมาณงานก็เพิ่มขึ้นด้วย เพราะ AI ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น งานจึงอาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ยุคนี้จึงเป็นยุคแห่งการเลือกโฟกัสในสิ่งสำคัญ จึงต้องตั้งกรอบปกป้องสิ่งสำคัญในชีวิต เช่น เวลาทานข้าวกับครอบครัว ไม่ให้ AI หรือความคาดหวังเข้ามาช่วงชิงไป
11. อย่าลืมปกป้องคุณค่าความเป็นมนุษย์
โดย ดร.เฟิร์น ได้ฝากข้อคิดปิดท้ายให้ทุกคนตั้งกรอบชีวิตว่า “อะไรคือสิ่งสำคัญและเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ต้องปกป้องไว้” เช่น เวลาดูแลลูก หรือการรับประทานอาหารร่วมกับครอบครัว และไม่ยินยอมให้เทคโนโลยีหรือความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นเข้ามาช่วงชิงคุณค่าความเป็นมนุษย์เหล่านี้ไป
12. เหนือกว่าความรู้ AI คือการสร้าง ‘จุดเด่นเฉพาะตัว’ และสะสมประสบการณ์จริง
ผศ.ดร.อักฤทธิ์ ชี้ว่าหัวใจสำคัญยุค AI ไม่ใช่เพียงแค่การรู้เทคโนโลยี แต่คือการค้นหา ‘จุดเด่นเฉพาะตัว’ (Competitive Advantage) เพื่อนำบริบททางธุรกิจและความคิดสร้างสรรค์เข้าไปสร้างคุณค่าเติมเต็มองค์กร
โดยต้องพัฒนาตนเองเป็น ‘Innovator’ ที่มองภาพรวมด้วย System Thinking และเป็น Ethical Leader ที่คำนึงถึงศีลธรรมรวมถึงผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีต่อผู้อื่น
นอกจากนี้ยังมองว่าประสบการณ์ Connection และการทำโปรเจกต์สะสม Portfolio ระหว่างเรียนมีความสำคัญยิ่งกว่าใบปริญญา พร้อมฝากข้อคิดให้ ลงมือทำทันที ในสิ่งที่อยากรู้โดยไม่ต้องรอ
13. ปรับตัวทำงานร่วมกับ AI Agents มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจจริง และสะสม Proof of Work
อาจารย์ชไลเวท เน้นถึงการปรับตัวรับมือกับ โลกและรูปแบบงานที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ AI Agents ซึ่งการนำ AI มาใช้ต้องมุ่งสร้าง ผลลัพธ์และคุณค่าเชิงธุรกิจจริง เช่น การเพิ่มกำไรหรือลดต้นทุน มากกว่าการเรียนเพื่อเก็บคอร์ส
สำหรับคนทำงานยุคใหม่ (Workforce Ready) ต้องเปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ มีความสามารถในการปรับตัว สะสมผลงานจริงเป็น Proof of Work/Portfolio แทนที่จะพึ่งพาเพียง Certificate และต้องรักษา Human Justification หรือทักษะในการตรวจสอบและตัดสินใจงานของ AI เพื่อคงคุณค่าความเป็นมนุษย์ไว้ โดยแนะนำให้เริ่มสร้างผลงานจากโจทย์ที่มี Complexity น้อย แต่สร้าง Impact สูง
สรุป
หัวใจสำคัญของการเติบโตในโลกที่ไม่เป็นเส้นตรง ไม่ใช่เพียงการก้าวตามเทคโนโลยี AI ให้ทัน แต่คือการพัฒนาความคิดเชิงบริหาร การลงมือทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง (Execution) การเล่าเรื่องกระบวนการคิดผ่านผลงาน (Proof of Work) ควบคู่ไปกับการรักษาคุณค่าความเป็นมนุษย์และการตั้งกรอบชีวิตให้สมดุล
——–
ขอบคุณภาพจาก: Facebook KBTG